Serverless คืออะไรกัน

Serverless การประมวลผลแบบไร้ Server คือไม่ต้องมี Computer Server ไปเลยงั้นหรอ แล้วเราจะทำให้มันเป็น Application ขึ้นมาได้อย่างไรในเมื่อไม่มีเครื่อง Server กันแล้ว วันนี้โลกมีทิศทางมาในแนวนี้ มุ่งตรงมาเรื่อยๆ วันนี้เลยลองหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เนื้อหาอาจจะไม่ถึงขนาดวิทยานิพนธ์ แต่ก็น่าจะเล่าให้รู้จักได้มากขึ้นนะครับ


Serverless การประมวลผลแบบไร้ Server คือไม่ต้องมี Computer Server ไปเลยงั้นหรอ แล้วเราจะทำให้มันเป็น Application ขึ้นมาได้อย่างไรในเมื่อไม่มีเครื่อง Server กันแล้ว วันนี้โลกมีทิศทางมาในแนวนี้ มุ่งตรงมาเรื่อยๆ วันนี้เลยลองหยิบมาเล่าสู่กันฟัง เนื้อหาอาจจะไม่ถึงขนาดวิทยานิพนธ์ แต่ก็น่าจะเล่าให้รู้จักกับคำว่า Serverless ได้มากขึ้นนะครับ

เริ่มกันที่ ยุคสมัยก่อน เมื่อเราต้องทำ Server ขึ้นมาเพื่อวาง Web Application กัน เราจะต้องมี Server จริงๆ จึงไปเบิกงบประมาณมาสั่งซื้อ Server เพื่อทำ Hosting ระบบของเราให้ทุกคนเข้าถึงในรูปแบบ Online หรือถ้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ก็จะมีศูนย์ประมวลผล ห้อง Data center ขนาดใหญ่มี Server จำนวนมากอยู่ในนั้น

ทีนี้คนที่ดูแลก็จะต้องมีความสามารถในการจัดการ ตั้งแต่เรื่องของ Hardware อย่าง Hard disk, RAM, Network Card และอื่นๆอีกเยอะแยะ แล้วก็จะต้องรู้จักกับเรื่องของ Operating System สำหรับทำงานอีก ซึ่งงานนี้ก็ต้องออกมาเป็นแนว System Engineer ซะเป็นหลัก คนฝั่ง Dev ก็จะไม่ค่อยเข้าใจ ส่วนคนที่พอทำได้ก็จะเรียกกันว่า Dev Ops

จากนั้นหากเอางานขึ้นมา Run ให้ User ใช้งานจริงๆแล้วก็จะต้องคอย Monitor อีกว่าเป็นไงบ้าง ปลอดภัยดีไหม ทำงานได้ปรกติดีไหม มีการหน่วงเกิดขึ้นไหม โดน Hack อะไรบ้างรึเปล่า การทำงานของ CPU ปรกติไหม และยังต้องคอย Update OS อยู่เสมออีกด้วย พูดแล้วก็ปวดหัว

ทีนี้หาก Server ของเราวันดีคืนดี มันเกิดล่มขึ้นมา User เข้าใช้งานระบบกันไม่ได้ ปัญหาเกิดแล้วคราวนี้ กว่าจะหาทางซ่อมได้ หรือจะหา Server สำรองมาใช้งานได้ เล่นเอาปวดหัวกันเลยทีเดียว เราก็เลยยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมา โดยเอาความเป็น Virtualization เข้ามาช่วยด้วยเทคโนโลยีที่เรียกกันว่า VM หรือ Virtual Machine ซึ่งมาเป็นพระเอกเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคราวนี้ Dev แค่ต้องดูเรื่องของการ Config ตัว VM ก็พอ ไม่ต้องไปลงลึกขนาดเครื่อง Hardware อะไรแล้ว

หนทางดูสวยหรูครับ ทุกคนคิดว่างั้น VM ก็ตอบโจทย์ได้แล้ว ปรากฏว่า ยังไงซะ VM ก็ยังต้องขึ้ยอยู่กับทีมงานผู้เชียวชาญอยู่ดีที่เป็นผู้ดูแล และหากจะเพิ่มขยาย Scale up ตัวระบบก็ยังยากเพราะต้องมานั่ง Set ที่ส่วนของ Hardware อีก ปัญหาเหล่านี้จึงเกิดเป็นแนวทางของ Cloud Computing ขึ้นมาครับ งั้นถ้าเราไม่สะดวกดูแลเอง เราก็ยกเรื่องนี้ไปให้กับผู้เชี่ยวชาญเค้าจัดการสิ จากการเอาเงินทุนทั้งหมดไปวางเครื่องแล้วทำ VM ก็เปลี่ยนเป็น ซื้อ VM ตรงมาจากผู้ให้บริการเลย อยากได้อะไรก็ กดๆๆๆ สั่งๆๆ เดี๋ยวสิ้นเดือนก็จ่ายเงิน

อันนี้ที่คนไทยรู้จักกันดีก็จะเป็น Amazon Web Services หรือ AWS ยอดนิยม และอีกฝั่งคู่แข่งอย่าง Microsoft Azure หรืออีกเจ้าของตลาดอย่าง Google Cloud ทั้งสามค่ายก็ยึดหัวหาดมายาวนาน และหลังจากนั้นมาเราก็จะเริ่มเห็น ผู้ให้บริการ Cloud Hosting ทยอยออกมากันเพียบไปหมด อย่างเช่น Digital Ocean, Linode

แต่การใช้งาน Cloud ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด มี Dev อยู่กี่คนกันเชียวที่จะสามารตั้งค่า Server อย่าง Apache, NginX เป็นหรือจะฝั่ง IIS ก็ด้วยเถอะ เพราะถึงยังไงซะ เราก็ยังต้องมานั่งดู CPU, Harddisk, RAM, Traffic, OS และอื่นๆ อะไรกันอยู่ดี ผมว่าในตอนนี้ยังมี Develop อีกมากที่ยังทำเรื่องพวกนี้ไม่ได้ แต่บอกเลยนะครับว่า ตอนนี้ ปัจจุบันนี้ เราเพิ่งมาถึงตรงจุดนี้สำหรับความเป็นเรื่องปรกติ

แต่อนาคตที่กำลังจะมา…ด้วยปัญหาเหล่านี้ จึงมีคนคิดว่างั้น Developer ก็มีหน้าที่แค่เขียน Code ของตัวเองไปก็แล้วกัน เอาเวลาของคุณไปนั่ง Focus อยู่ที่เรื่องของ Code Application เถอะ ทีนี้เลยมาถึงเรื่องของเทคโนโลยีอย่าง Serverless จนได้

ส่วนประกอบของ Serverless ก็จะประกอบไปด้วย

  1. Function-as-a-Service (FaaS) สำหรับ Run ตัว Code ของ Application ที่เราเขียนขึ้นมานั้นเอง
  2. Backend-as-a-Service (BaaS) ส่วนนี้จะเป็นพวก Service ทั้งหลายที่เราสามารถทำงานร่วมด้วยได้เช่นพวก Database, Authentication, Payments, Form, Logging อะไรพวกนี้

แล้วใครบ้างที่ให้บริการ Serverless ที่เห็นๆตอนนี้ก็จะมีรายชื่อใหญ่ๆอย่าง AWS Lambda Functions, Firebase Cloud Functions โดยที่ผมต้องยกนิ้วให้กับ Firebase เลยเพราะมาแรงแซงทุกทางจริงๆ แถมทดลองเล่นได้ฟรีๆด้วย

เมื่อ Serverless เข้ามาอะไรจะเปลี่ยนไปบ้างก็มีทั้งเรื่องของความรวดเร็วในการพัฒนาครับ เพราะว่าเราไม่ต้องมาเตรียมเรื่องของ Server เลย…แล้วยังพวก Database ต่างๆอีก มันทำให้เรามา Focus กันอยู่ที่ความสามารถของฝั่ง Application ของเราตรงๆและยังมี BaaS ต่างๆให้ใช้งานเพียบ ไม่ต้องมานั่งทำเองใหม่ทั้งหมด ลดเวลาและภาระในการพัฒนาไปเยอะ

ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะมันจะลดราคาลงไปได้เยอะมาก เพราะ Serverless จะคิดราคาเฉพาะที่ Service ถูกเรียกขึ้นมาใช้งานจริงๆเท่านั้น นอกจากนั้นก็ไม่ได้คิดเงิน ลักษณะแบบ pay-per-trigger เช่นบางส่วนคิดตามจำนวนผู้ใช้งาน ถ้าผู้ใช้ไม่เกินก็ไม่คิดเพิ่ม ทีนี้มันก็ขึ้นกับลักษณะของงานด้วยนะครับ ถ้างานเรามีคนใช้เยอะ ยังไงอันนี้ก็ต้องถูกเรียกเก็บเยอะตามไปด้วยนะ

ไม่ต้องเพิ่งผู้เชี่ยวชาญที่ต้องคอยมานั่งดูแล คอย Set up คอย Optimize อย่างที่บอกไปครับ ว่าเรื่องนี้ยังมีคนเป็นน้อยมาก ลองคิดดูว่าตอนนี้รอบตัวคุ้นมีคนเป็นทั้งหมดนี้แล้วยังเขียน Code เก่งอีกต่างหากมีกันซักกี่คน

การเขียน Code เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เพราะจากเดิมที่เราเขียนเป็น Application ขนาดใหญ่ File เยอะๆ บรรทัดเยอะๆ ก็จะกลายเป็น Code สั้นๆ Upload ขึ้นไปง่ายๆ ส่วนมากก็จะเป็นแนว One Function Per Route เรียก 1 ครั้งก็ทำ 1 อย่างซึ่งตรงนี้ทำให้มันเหมาะกับภาษาที่ทันสมัยมากๆในตอนนี้อย่าง JavaScript หรือ NodeJS มากๆ หรือแม้แต่ภาษาอย่าง Go, Python, Java, C++ ก็ยังทำงานได้ แต่ฝั่งของ C-Sharp นั้นต้องไปบน .NET Core แทนนะครับ

ถ้ามุมของผมเอง Serverless อาจจะยังใช้เวลาอีกหน่อย เพื่อให้คนเข้าใจมันมากขึ้น เพราะอาจจะไม่เหมาะกับการทำงานในลักษณะของ Software Enterprise ใหญ่ๆในทางธุรกิจ แต่ถ้าระบบขนาดเล็กๆ หรือตัวเสริมของ API สำหรับเข้าถึงแบบนี้ก็ไม่น่ายากอะไร หรือจะเป็นพวก Website, Web Content อะไรนี่ ง่ายเลยครับ ตอนนี้ก็ได้แต่รอดูกันต่อไปครับ

อ้างอิงจาก https://aws.amazon.com/th/serverless/

เมื่อนักพัฒนายุคใหม่ไม่ค่อยสนใจพื้นฐาน FUNDAMENTAL

ทุกวันนี้มีเว็บไซต์และเว็บแอพลิเคชั่นมากมายเปิดใช้บริการบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความสวยงาม ความน่าตื่นตาตื่นใจ ลูกเล่นที่แพรวพราว นั้นน่าจะนับว่าเป็นข่าวดีจริงๆที่บน Browser ของคุณเต็มไปด้วย User-interface ล้ำๆ ดูดี แต่ข้างในส่วนของ Back-end กลับแฝงไปด้วยความลึกลับเพราะนักพัฒนาขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของพื้นฐาน Fundamental

ทุกวันนี้มีเว็บไซต์และเว็บแอพลิเคชั่นมากมายเปิดใช้บริการบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความสวยงาม ความน่าตื่นตาตื่นใจ ลูกเล่นที่แพรวพราว นั้นน่าจะนับว่าเป็นข่าวดีจริงๆที่บน Browser ของคุณเต็มไปด้วย User-interface ล้ำๆ ดูดี แต่ข้างในส่วนของ Back-end กลับแฝงไปด้วยความลึกลับเพราะนักพัฒนาขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของพื้นฐาน Fundamental

When new developer doesn’t care fundamental

นักพัฒนาบางคนให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทางมากกว่าเส้นทางที่เราจะเดินไปถึง พวกเค้ามองที่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว หากนี่เป็นสิ่งที่เค้าอยากเห็นทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ได้มาแบบนั้น นั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวเพราะเรามองเพียงปลายทางเท่านั้น แต่เราไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ความเหมาะสม ในการเดินทางไปถึงยังจุดๆนั้น แม้สิ่งที่เรียกว่าถูกต้องที่สุดอาจจะไม่มี แต่ความเหมาะสม ประสิทธิภาพที่ดีก็จะเป็นเครื่องยืนยัน

หลายๆครั้งที่มีโอกาสร่วมงานกับนักพัฒนาท่านอื่นๆ หรือน้องๆที่ร่วมงานกัน ก็ได้เห็นถึงการนำจุดหมาย มาใช้งานแทนการหาเส้นทางไปให้ถึงจุดหมาย เครื่องมือสมัยใหม่ที่ออกมามากมายเต็มไปหมดล้วนแต่เป็นสิ่งที่ทำให้โลกของการพัฒนา ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น สำเร็จรูปมากขึ้น แค่ฉีกซอง เทน้ำร้อน รอสามนาที เดี๋ยวคุณก็ได้เว็บไซต์แล้ว

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เพราะว่าพวกเค้าไม่ได้สนใจเรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เรียกว่า พื้นฐานหรือแก่นสารของมันอย่างจริงจัง แต่พวกเค้าเล็งไปยังจุดหมายปลายทางที่เป็นภาพฝันที่ชัดเจน ‘หิวแล้วอ่ะ กินเลยได้ไหม‘ นั้นเป็นเหตุผลให้คุณเห็นว่าการพัฒนาเว็บไซต์ เป็นเรื่องง่ายดาย ใครๆก็ทำกันได้ แต่พวกเค้าเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า CSS ที่มี Property แบบ Float เอาไว้ทำอะไร Position แต่ละตัวมีความสัมพันธ์กันอย่างไร Flex-box คืออะไร หรือแม้แต่ไม่รู้วิธีที่จะ validate form HTML ให้ได้รับข้อมูลอย่างถูกต้องก่อนที่จะส่งมันไปหา Server-side Script ยิ่งเดี๋ยวนี้มี CSS Framework หรือแม้แต่ PHP Framework มากมายให้เลือกใช้งานกันด้วย เรียก class ออกมาสิได้แล้ว ไปนั่งเขียนอยู่ทำไม เรียก function ออกมาสิจะสนเงื่อนไขไปทำไม

ทีนี้ผมอยากให้คนที่เห็นข้อความนี้ได้ลองคิดดูใหม่ครับ สิ่งที่พวกคุณกำลังทำหรือคิดว่ามันถูกต้องนั้น อันที่จริงมันไม่ได้งดงามอย่างที่คิดหรอก มันค่อนข้างฉาบฉวย ประเดี๋ยว ประด๋าว และขาดประสิทธิภาพ คุณลองทำงานให้ช้าลงหน่อย เน้นมาพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นอีกนิด เริ่มต้นกันที่เรื่องพื้นฐาน ทำความเข้าใจกับรูปแบบการทำงานของแต่ละสิ่งที่คุณเรียนรู้ ไม่ต้องถึงแก่นระดับศาสดา เอาแค่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร และมันมาแบบนี้ได้อย่างไร และคุณจะไปต่อได้อย่างไร ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับวันนี้ มันอาจจะเหนื่อยตอนแรกหน่อยครับ แต่ไม่นานคุณจะเห็นภาพปลายทางที่คุณเคยฝันไว้มันชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับคนที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ผมมีแนวทางเบื้องต้นสั้นๆ สำหรับคนเริ่มเดินไว้ให้พอเป็นแนวนะครับ
HTML Fundamental

  • HTML structure
  • HTML Elements
  • HTML Attributes
  • HTML Paragraphs and Text
  • HTML Lists
  • HTML Images
  • HTML Table
  • HTML Link
  • HTML Form
  • HTML Embedding
  • HTML Layout

CSS Fundamental

  • CSS Selectors
  • CSS Pseudo-class and element
  • CSS Typography
  • CSS Color
  • CSS The Box Model
  • CSS Borders
  • CSS Basic Page Layout
  • CSS Images
  • CSS Navigation
  • CSS Forms
  • CSS Tables
  • CSS Shadows
  • CSS Gradients
  • CSS Positioning & Layering
  • CSS Transforms & Animation
  • CSS Filters
  • CSS Shapes & Masks
  • CSS Print

JAVASCRIPT Fundamental

  • JS Variables
  • JS Operators
  • JS Data Types
  • JS Array again
  • JS Objects again
  • JS Functions
  • JS Events
  • JS Date
  • JS Loop
  • JS Regular Expressions
  • JS JSON
  • JS patterns

PHP Fundamental

  • PHP Install
  • PHP Code Style
  • PHP Variables
  • PHP Operators
  • PHP Date
  • PHP Loop
  • PHP Errors
  • PHP Arrays
  • PHP Includes and Requires
  • PHP File Handling
  • PHP Functions
  • PHP Filters
  • PHP Exception
  • PHP Cookies
  • PHP Sessions
  • PHP Objects
  • PHP With Database

Link: w3schools

วิธีใช้ TRELLO บริหารโครงการทำงานร่วมกัน

Trello นับเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายมากสำหรับตอนนี้ พูดถึงเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการโครงการหรือ Project Management ประเภทนี้ปัจจุบันมีใช้งานกันเยอะหลากหลาย แต่ผมว่า เทลโล่ เกิดได้เพราะเน้นการทำงานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับใช้ส่วนตัว หรือจะใช้กับองค์กร ทีมงานก็เยี่ยมหรือแม้แต่เป็น Freelance จะใช้กับลูกค้าเพื่อบริหารงานร่วมกันก็ยิ่งดี

Trello นับเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายมากสำหรับตอนนี้ พูดถึงเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการโครงการหรือ Project Management ประเภทนี้ปัจจุบันมีใช้งานกันเยอะหลากหลาย แต่ผมว่า เทลโล่ เกิดได้เพราะเน้นการทำงานที่ง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับใช้ส่วนตัว หรือจะใช้กับองค์กร ทีมงานก็เยี่ยมหรือแม้แต่เป็น Freelance จะใช้กับลูกค้าเพื่อบริหารงานร่วมกันก็ยิ่งดี

Trello it’s powerful project management

ผมอยากให้คุณลองนึกถึงตารางหรือกระดานที่ทีมงานของคุณเคยใช้มา ซึ่งผมเชื่อว่าในีวิตหนึ่งคุณคงต้องเคยเห็นมันซักครั้ง กระดานที่คุณจะเขียน Column แยกออกไปเป็น คิวงาน, งานเร่ง, งานด่วน, งานด่วนที่สุด ประมาณนี้แล้วเราก็จะเขียนข้อคามเป็นข้อๆลงไปเพื่อบอกว่ามีงานอะไรในช่วงสำคัญๆแบบไหนบ้าง หรืออาจจะเป็นกระดาษ Post It สีสันสวยงามแทนก็ดูเข้าท่าดี แต่ผมว่าช่องที่มีงานเยอะสุดคงเป็นช่อง “‘งานด่วนที่สุด” แน่ๆเลย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยพบภาพแบบนี้มาเวลาทำงานร่วมกันกับทีมของคุณละก็ ชัดเลยผมว่าคุณกำลังมองหาระบบ Project Management อยู่แน่ๆ ระบบพวกนี้ปัจจุบันมีหลายค่ายให้เราเลือกใช้งานกันครับ มีหลากหลายรูปแบบทั้งเป็นเว็บไซต์อย่างเดียว ทั้งเป็น App บน Smart Phone อย่างเดียวหรือบางค่ายก็มีครบทุกรูปแบบกันไปเลย

เทลโล่ เป็นระบบที่คล้ายกับกระดานนั้นมากที่สุด

ให้คุณนึกภาพถึงกระดานตามรูปนี้ดูนะครับ เวลาที่เราทำงาน และแน่นอนว่ามันไม่ได้มีความสวยงามเอาซะเลย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่า เทลโล่มีอยู่และทำได้ดีคือการออกแบบด้วย Card UI ซึ่งผมมองว่ามันทำให้ทุกอย่างดูลงตัว เพราะเมื่อเราคิดถึงกระดานแบบนี้ขึ้นมาทีไรภาพการ์ดแบบนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัวเลยทุกที และมันก็เหมาะกับการทำงานแบบนี้ดี

มาดูกันว่า เทลโล่ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ตัวระบบของเทลโล่ทำงานในลักษณะของ Board ครับดังนั้นเริ่มต้นเลยคือเราจะต้องมี Board สำหรับไว้จัดการกับสิ่งต่างๆที่เราจะทำ ซึ่งคำแนะนำง่ายๆสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งานก็คือคุณควรจัดเป็น 1 Board ต่อ 1 โครงการครับ ทีนี้เราเข้าไปดูด้านในกันบ้าง

จากภาพจะเห็นกรอบสีเทาๆ 4 กรอบตรงนั้นในเทลโล่เรียกว่า List หรือพื้นที่สำหรับจัดเก็บหมวดหมู่นั้นเอง โดยปรกติถ้าเราไม่ได้มีอะไรเจาะจงเป็นพิเศษก็สามารถทำแบบพื้นฐานทั่วๆไปได้ เช่น To do, Doing, Done ซึ่งตรงจุดนี้ List จะเป็นกรอบการทำงานให้เราเอาไว้คุยกันว่าตอนนี้ทำอยู่ในช่วงไหน  ซึ่งตรงนี้ผมว่าเราสามารถที่จะคุยกับลูกค้าไว้เลยหากเราเป็น Freelance ว่าในแต่ละ list ทำอะไรบ้าง และแถมให้อีก 2 อันคือ Bug กับ Enhance ด้วย

ส่วนริมสุดบนด้านซ้ายจะเป็นชื่อของ Boars นี้ จะมีรูปดาว และเครื่องหมายบอกสถานะของ Board นี้ซึ่งประกอบไปด้วย 3 สถานะ

Private : เห็นเฉพาะบุคคลที่ได้รับอนุญาติ
Team : จะเห็นทั้งหมดทุกคนใน Team เราสามารถสร้าง Team ขึ้นมาในระบบได้โดยการจับกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการ
Public : จะเป็นสาธารณะทุกคนจะมองเห็น สามารถค้นหาผ่านทาง Google ได้

ส่วนด้านขวามือบนสุดจะเป็นส่วนของ Menu สำหรับการ Setting และแก้ไขข้อมูลส่วนตัวต่างๆ และใน Profile ก็จะมีรายการ Activity ด้วยว่าเราทำอะไรลงไปบ้าง

ต่อไปเป็นเรื่องของ card

ในพื้นที่ของ card ก็เป็นเหมือน Task ของเราว่าเราต้องทำอะไรบ้างในแต่ละหัวข้อ ซึ่งตรงนี้มีรายละเอียดเยอะหน่อยเพราะจะช่วยให้เราจัดการงานต่างๆได้ง่ายขึ้น คือมันจะประกอบไปด้วย

1.Member ของ Card ซึ่งใน 1 card ไม่จำเป็นต้องมี Member เข้ามาเป็นสมาชิกเพื่อรับผิดชอบทุกคนก็ได้ ใครเกี่ยวข้องกับ card ไหนก็เอา card นั้นไปดูแล

2.Labels เอาไว้สำหรับจัดกลุ่มเพื่อบอกสถานะหรือจัดกลุ่มก็ได้ สามารถพิมพ์ข้อความลงไปใน labels ได้ซึ่งทำให้มันมีความชัดเจนมากขึ้น

3.Description เอาไว้สำหรับอธิบายกิจกรรมหรืองานต่างๆที่อยู่ภายใน card นี้

4.Check list สำหรับจัดกิจกรรมออกมาเป็นข้อๆและมีการแสดงเป็นเปอร์เซนต์ให้เห็นชัดเจน

5.Due date สำหรับระบุวันในการกำหนดเป้าหมาย

6.Attachment สำหรับ upload file เข้าสู่ระบบทำได้ทั้งจากเครื่องและ url สำหรับระบบแบบไม่เสียเงินตรงนี้จะถูกกำหนดไว้ไม่ให้ 1 ไฟล์เกิน 10MB

7. Copy และ Move เราสามารถย้ายหรือสำเนา card นี้ไปไว้ที่ list อื่นหรือข้าม board ไปเลยก็ได้

8. Subscribe เพื่อให้ระบบรายงานความเคลื่อนไหวของ card นั้นๆ

9. Archive เมื่อเราต้องกาจัดก็บงานต่างๆที่ทำเสร็จไปแล้ว

หากต้องการลบ card นี้ทิ้งจะอยู่ใน Share and more

เอาละครับ น่าจะพอเห็นรูปแบบและประโยชน์ของเทลโล่กันไปบ้างแล้ว หากรู้จักใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้คุ้มค่า อยากถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์นั้นเอง ใครยังไม่ได้สมัครสมาชิกแล้วไปทดลองใช้กันก็เชิญที่ Link ด้านล่างนี้เลยครับ

ส่วนใครอยากเห็นภาพมากกว่านี้ สามารถติดตามดูแบบเป็นวิดีโอได้จากที่นี่เลยครับ

Link: www.trello.com