Staking คืออะไร ถือเหรียญเฉยๆก็ได้ดอกเบี้ย

Stacking Crypto

Staking คำนี้สำคัญมาก สำหรับคนที่อยู่ใน แวดวงของ cryptocurrency เพราะเป็นส่วนหนึ่ง ของการทำให้ระบบ ของเหรียญนั้นๆ สามารถพัฒนาต่อไปได้ อย่างมั่นคง เพราะมีคนคอย ให้ความเชื่อมั่นในตัวเหรียญ และพากันพลักดัน คนละนิดคนละหน่อย เพื่อให้เหรียญนั้นมีความมั่นคง แล้วแลกกับการได้ ดอกเบี้ย ตอบแทนกลับมา

ก่อนอื่น ผมขอเริ่มจากการที่ ระบบในการขุด cryptocurrency ในโลกเรานี้ ที่เราได้ยินกันมาตลอด คงไม่พ้นคำว่า ขุด หรือการทำเหมืองขุด เช่น Bitcoin เหรียญสกุลเงิน ดิจิตอลตัวแรกของโลก ที่มีคนนิยมขุดมากที่สุด

และนั้นคือการทำให้ ผู้ขุดได้ช่วย Run ระบบ เพื่อให้ Block Chain ของ Bitcoin นั้น มั่นคง มีคนมาคอยแก้สมการทาง คณิตศาสตร์ให้ เมื่อมีการเรียกใช้ในระบบ และตอบแทนกลับมาเป็น จำนวนเหรียญ Bitcoin

แต่การสร้างระบบ ให้มีคนมาคอย สนับสนุนแบบนั้น ในโลกที่มีเหรียญจำนวนมาก แบบทุกวันนี้ ไม่ได้มีเพียง แค่การขุดโดยใช้การ์ดจอ เพียงเท่านั้น การขุดโดยใช้การ์ดจอ เราเรียกกันว่า POW ( Proof of Work ) ซึ่งเป็นที่ รู้ดีกันว่า กินไฟไม่ใช่เล่นเลย 555

ในโลกของ cryptocurrency  ยังมีอีกหลายวิธี ในการ Run ระบบให้มั่นคง วันนี้เราจะหยิบยก ระบบที่เรียกกันว่า POS ( Proof of Stake ) ซึ่งเรียกอย่างเป็นทางการ ว่าการทำฉันทามติ หรือ Consensus mechanism ของแต่ละ Node ต่างๆที่ถือครองเหรียญอยู่ ซึ่งมีการกระจายออกไป จำนวนมาก แต่ละคนสามารถสร้าง Node เองได้

แต่ไม่ใช่ว่า ทุกๆ Node จะมีคุณสมบัติ ในการทำฉันทามติ หรือการตรวจสอบ Transaction ของ Block chain ได้เท่ากันทุก Node แต่เป็น Node นั้นๆ จะสำคัญก็ต่อเมื่อ มีเหรียญที่ถือครอบครอง และทำการ Stack เอาไว้มากพอจำนวนหนึ่ง หรือมากเป็นอันดับต้นๆ หรือพูดง่ายๆก็คือ ใครมีอำนาจ ทางการเงินมากกว่า ก็จะได้รับสิทธิ ถูกเลือกขึ้นมาก่อนนั้นเอง

และเมื่อมีการ ถูกเลือก หยิบ หรือสุ่ม ขึ้นมาให้มาประมวลผล หรือรองรับการทำ Transaction เมื่อไหร่ ผู้ที่ได้รับคัดเลือก ก็จะได้รับค่าตอบแทนกลับมา เป็นเงินในสกุลนั้นๆ ที่เราทำลง Stack ไว้นั้นเอง ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทุกๆ Node ก็มีโอกาสได้ ทำธุรกรรมกันหมดนั้นแหละ เพียงแต่น้อยหรือมาก อันนั้นแตกต่างกัน ที่จำนวนเงินที่อยู่ใน node ครับ

เท่ากับว่า Node ไหนถือเงินเยอะ Staking ก็จะได้ตลอด ถูกไหม ?

ก็ไม่ถูกเสมอไป ได้บ่อยๆ น่าจะเป็นคำที่ ถูกต้องมากกว่าที่สุด เพราะไม่ได้มีการ การันตีนะ ว่าทุก node จะได้ทำธุรกรรมทุกครั้ง แต่โดยส่วนใหญ่ ก็ได้ตลอดนั้นแหละ

นี่คือที่มาของ คำว่า Staking Pool

ใช่เลย คำว่า Pool เป็นที่มาของ การที่ Node บาง Node ที่ถูกสร้างขึ้นมา นำเหรียญจำนวนมาก มากองรวมกัน เป็นเหมือนสระใหญ่ๆ เพื่อที่จะให้ สระนั้นเต็มไปด้วยเหรียญ ซึ่งก็จะมีโอกาส ถูกเรียกไปทำธุรกรรม เยอะกว่าคนที่ ทำเดี่ยวๆ หรือสระใหญ่ๆ ก็จะยิ่งได้โอกาสมากกว่า สระขนาดเล็ก

ซึ่งบางกลุ่มทำถึงขนาด ทำการสร้างสระจำนวนมาก เพื่อให้คนเลือกได้หลายสระ ว่าจะลงสระไหน แต่ทุกๆสระ ก็จะมีทุนของตัวเองลงไป เพื่อเตรียม รับรายได้ ที่จะเพิ่มเติมเข้ามาในหลายๆทางอีกด้วย เรียกว่า ยิ่งรวย ยิ่งเยอะ ก็ยิ่งง่าย 555

แล้วถ้างั้น หากเราเอา เหรียญของเรา ไปวางใน Pool ของคนอื่น แล้วคนอื่น ก็จะได้ ผลตอบแทนของเราไปนะสิ อ้าว….ทำไงละทีนี้ เดี๋ยวก่อนครับ อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก คือ คนที่เข้าเป็นเจ้าของ Pool พอเค้าได้ผลตอบแทนกลับมา เค้าจะทำการ หัก % ก่อนครับ

ในส่วนที่เป็น ค่าใช้จ่าย อันนี้เราสามารถ ดูรายละเอียดได้ ในแต่ละ Pool จะมีรายละเอียดบอก ว่าค่าใช้จ่าย หักกี่ % ส่วนที่เหลือจะได้ประมาณเท่าไหร่เป็นรายได้ อันนี้ จะมีบอกรายละเอียดหมด ตอนเราเลือก Pool ที่จะลงนะครับ

Stacking Crypto Passive Income
Stacking Crypto Passive Income

ผลตอบแทนที่ได้ เยอะไหม?

แต่ละเหรียญ แต่ละ Pool และแต่ละระบบ ได้ไม่เท่ากันครับ 555 หมายความว่า แต่ละเหรียญปรกติจะได้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่เท่ากัน เช่นบางเหรียญ ได้ 5% ต่อปี (APY) บางเหรียญได้ 7% บางเหรียญได้ 12% ไม่ใช่แค่ เข้าใจแล้ว ก็ลงได้เลยนะ ยังๆ เรื่องนี้ อาศัยความรู้ครับ ไม่ใช่แค่ว่า มีเงินแล้วตัดสินใจได้เลยนะครับ มีหลายปัจจัย ให้คุณเลือก

เช่น เหรียญนั้นระยะยาว คุณคิดว่า มันจะเติบโตได้ไหม เช่นตอนนี้ราคา 30 บาท อนาคตอีก 1 ปี จะไป 80 บาทได้ไหม อะไรแบบนี้ เหรียญนั้นพื้นฐานดีขนาดไหน Project และ Road map การพัฒนา ดีพอหรือมีแนวโน้มไปต่อได้อย่างไร ข้อมูลแบบพวกนี้แหละครับ จะเป็นตัวชี้วัด ไม่เอานะ เราไม่กาวอย่างเดียว เอาเหตุผลจริงๆออกมาดูกัน

Community ของเค้า และ Road map จะเป็นตัวกำหนด การพัฒนาต่างๆ จากนั้นก็ติดตามข่าวด้วยนะครับ ว่าที่ผ่านมา เค้าทำได้จริง ตามที่พูดไหม แล้วค่อยดูว่า ราคามันไปตามที่เราคาดหวังรึเปล่า ถ้ามันใจแล้ว ก็เอาเหรียญนั้น ไปหาข้อมูลต่อ

ว่าเหรียญนั้นๆ จะ Stack บนระบบไหนดี แล้วแต่ละระบบ ได้เท่าไหร่ หรือวางใน Pool ไหน ได้เท่าไหร่ ไว้มีโอกาส ( ถ้ามีคนอ่านบทความนี้อ่ะนะ ) ผมจะมาเล่าให้ฟังต่อ ว่าเราจะ Stack ที่ไหนดี ในแต่ละเหรียญทยอยๆไปครับ

ถ้าอยาก Stack บ้าง ต้องทำอย่างไร

อันดับแรกเลยครับ ให้คุณเลือกก่อนเลย ว่าเหรียญไหน ที่คุณต้องการถือระยะยาว ต้องยาวจริงๆนะ ไม่แนะนำสำหรับคนถือสั้น โดยเด็ดขาด ตามข้อความด้านบน เพราะอะไร เราก็แค่ถือไป เดี๋ยวก็ได้กลับมา

แต่หากเหรียญ มันไม่ได้ดีจริงๆ คนจะทยอยให้ความสำคัญ กับเหรียญนั้นๆ ไปเรื่อยๆ หรือคุณค่า ( ไม่ใช่ราคานะ ) จะลดลงเรื่อยๆ โอกาสที่มันจะไปต่อ ตามแผนเลยลดลงเรื่อยๆไปด้วยครับ

แต่พอเราเลือกได้แล้ว ทีนี้ไม่ยากแล้วครับ ก็แค่เอาเงินไปซื้อเหรียญนั้นๆ แล้วส่งมันเข้าไปในระบบ ของเราที่เราเลือกไว้ จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนของแต่ละระบบ เช่น กด Confirm ยืนยันว่าจะ Stack แค่นั้น จากนั้นก็รอ ผลตอบแทนที่ได้กลับมา

ผลตอบแทน กลับมาอย่างไร

อ่า… อันนี้สำคัญมากๆ ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะนอกจากแต่ละเหรียญ ผลตอบแทน จะไม่เท่ากันแล้ว วิธีหรือกำหนดการ คืนผลตอบแทนอาจจะ ไม่เหมือนกันด้วย ขอยอกตัวอย่างให้ฟังนะครับ

เช่น เหรียญ ADA ที่มีคนนิยม Stack จำนวนมาก เหรียญนี้ พอเราวางไว้ 25 วันแล้ว ถึงจะได้เงินหลังจากนั้นจะได้ในทุกๆ 5 วัน โดยได้ผลตอบแทนประมาณ 5-7% เป็นต้น

หรือเหรียญอย่าง Trx จะมีการทำการ Freeze เอาไว้ในระบบ 3 วันห้ามใช้ หลังจากนั้นจะทำการ Vote 1 วัน หลังจากนั้นจะได้รับผลตอบแทน ทุกๆวัน ประมาณนี้ มีอีกหลายเหรียญ แต่อันนี้เอาแบบมีเงื่อนไขที่ต่างกันมาเล่า

ทำไมเราถึงควร Staking

อันนี้มาพูดถึง ประโยชน์กันเลย เพราะว่า หากคุณถือไว้ยาวๆ เป็นนักลงทุน ที่มองเห็นว่าอนาคต เทคโนโลยี Block chain จะเข้ามาเปลี่ยนโลกได้อย่างไรบ้าง เทคโนโลยีนี้ เป็นสิ่งที่คุณควรศึกษาครับ

และการลงทุนก็สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ให้กับผู้ลงทุนได้ ถ้ามีการศึกษามาเป็นอย่างดี ไม่ได้บอกว่าการถือยาวจะได้ผลตอบแทนดีนะครับ แต่โดยส่วนมากแล้ว การพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จะสร้างมูลค่า ให้กับเทคโนโลยีนั้นๆเอง

เท่ากับว่า หากวันนี้คุณถือเหรียญเอาไว้ 100 เหรียญ เฉยๆ บนกระดานซื้อขายหรือ Exchange แต่ไม่ทำอะไรกับมันเลย

ราคาของมันจะขึ้นลง อย่างไรมันก็จะอยู่ที่ 100 เหรียญเท่าเดิมถูกไหมครับ แต่หากคุณนำไปรับดอกเบี้ยเพิ่ม ด้วยการช่วยส่งเสริม สนับสนุนระบบ อย่างการ Stack คุณก็จะได้รับผลตอบแทนกลับมา

สมมุติว่าถือ ADA คุณจะได้กลับมา ปีละ 5% หรือคร่าวๆก็ประมาณ 5 เหรียญ ลองคิดดูครับว่า 1 เหรียญ ราคาเท่าไหร่ ในตอนนี้ที่คุณ กำลังอ่านบทความนี้อยู่

ในส่วนตัวผม มองว่าผลตอบแทนนั้น สูงกว่า 0.25 ของเงินบาทไทย ที่คุณยัดไปใส่ธนาคาร ต่างๆเอาไว้ เพื่อ Run ระบบให้ธนาคารนั้นๆอยู่ได้ซะอีก นะครับ วันนี้คุณพอใจกับ ดอกเบี้ย ที่เป็นผลตอบแทนของธนาคาร แล้วจริงๆหรอ

นี่ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินนะครับ ผมเพียงแต่ แนะนำให้คุณ เข้าใจกับ การ Stacking เท่านั้นเอง

Website ที่ดูผลตอบแทน สำหรับการทำ Stacking เหรียญต่างๆ
Stackingreward.com

คุณอาจสนใจบทความนี้
Block Chain คืออะไร

สนใจสมัครลงทุนหรือซื้อขายสกุลเงินดิจิตอล
SatangPro.com

ธีรภัทร เกษสกุล เป็นคุณพ่อของน้องเกี้ยมอี๋ ที่ไม่รู้ว่าใครซนกว่ากัน ทำงานเป็นโปรแกรมเม่ามือหนึ่ง ประจำบ้าน ถนัดงาน Web Application และ Mobile ชอบงานขีดเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ดูหนัง เล่นเกมส์กับลูกชาย ลงทุนใน Crypto เป็นรายได้เสริมหาเลี้ยงเจ้าแสบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top