Blockchain คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

blockchain

Blockchain คืออะไร ตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็ไม่มีทางหนีพ้นแน่ๆ กับคำว่า Block Chain ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ที่เข้ามามีบทบาทกับเรา มากขึ้นเรื่อยๆ หลายปีมาแล้ว แต่ตอนนี้มันเข้ามามีบทบาทมากๆ กับทางเศษฐกิจ การเงิน การลงทุน เรามาลองทำความรู้จักกับมัน แบบเข้าใจง่ายๆ ว่ามันคืออะไรกันครับ

Blockchain คืออะไร
Blockchain

นานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยปี ค.ศ.2008 มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่เรียกตัวเองว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ( Satoshi Nakamoto ) ได้สร้างแนวคิดของ Bitcoin ขึ้นมา โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกกันว่า Blockchain ซึ่งมาจากคำว่า ห่วงโซ่ กับ บล็อกหรือเจ้ากล่องสีเหลี่ยม ที่วางเชื่อมโยงกันไปยาวๆนั้นเอง

Who is Satoshi Nakamoto??
Who is Satoshi Nakamoto??

Satoshi Nakamoto คือใคร?

ในวันนี้ ผมคงยังไม่ได้ ลงลึกเรื่องของเค้าเท่าไหร่ เพราะอันที่จริงแล้ว ถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ ว่าเค้าคือใคร รู้เพียงว่า เค้าเป็นผู้สร้าง แนวคิด Block Chain ขึ้นมา และใช้มันสร้างสิ่งสำคัญก็คือ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงิน Digital แต่หลังจากที่เค้าเปิดเผยข้อมูลออกมา ก็เกิดมูลนิธิขึ้นมา เพื่อดูแลระบบนี้ต่อ ชื่อว่า Bitcoin Foundation และหลังจากนั้น ก็ไม่มีใครรู้อีกเลยว่า Satoshi Nakamoto คือใครกันแน่

ตอนนี้คุณกำลัง พบกับคำศัพท์ 2 คำอยู่ ระหว่างคำว่า Blockchain กับ Bitcoin เราจะไล่ลำดับกันจาก Blockchain ก่อนนะครับ แล้วครั้งต่อไป ค่อยลงลึกถึงตัว Bitcoin เพราะว่ามันสามารถแยกเรื่องราว ออกมาได้เป็น 2 ส่วนจริงๆ นั้นเอง

Blockchain คืออะไร ?

จริงๆแล้ว ผมเองศึกษาข้อมูลมานานมาก หาข้อมูลมาเยอะ ทั้งจากภาษาไทย ภาษาอังกฤษ แหล่งข้อมูลต่างๆ แต่ไม่ว่าจะอ่านเท่าไหร่ ก็ไม่เห็นจะเข้าใจแบบจริงๆซะทีเดียว ว่ามันคืออะไรกันแน่ 55555

แต่หลังจากทบทวน และได้ผ่านการพูดคุย กับคนจำนวนมาก ฟังความเห็นของคนต่างๆ ทำให้ผมพอสรุปกับตัวเองได้ว่า จริงๆแล้ว “Blockchain มันก็คือเทคโนโลยี การเก็บข้อมูล หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Database นั้นแหละ รูปแบบนึง ที่ไม่จำเป็นต้องมีศูนย์กลาง ที่ทำให้เรามั่นใจ ว่าข้อมูลนั้นสามารถเชื่อถือได้ และมันโกงหรือ Hack ได้ยากมากๆ

คือด้วยความที่มันเป็น คำศัพท์แนว Technical มากพอสมควร ผมเลยไม่สามารถ เข้าใจได้ดีกว่านี้ แต่ผมจะอธิบายเพิ่มเติมได้ครับ เพื่อนๆจะได้ เข้าใจมากขึ้นอีกหน่อย

Blockchain มันเป็นการที่เรา ให้ทุกคนในเครือข่าย มาถือสมุดบัญชีฐานข้อมูล เหมือนๆกัน หน้าตาแบบเดียวกัน และเมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีการ Update ข้อมูล ภายในสมุดเล่มนั้น เราทุกคนในเครือข่าย ก็จะทำการ Update ไปด้วยกันทุกคน ลงมือจดข้อมูลที่เหมือนๆกัน จดไปพร้อมๆกัน

Blockchain คืออะไร
สมุดจดบัญชี

ตัวอย่างการทำงานของ Blockchain

ในเครือข่ายของ Blockchain มีคนอยู่ทั้งหมด 3 คน คือนาย A, B และนาย C ทั้งสามคนจะถือสมุดเหมือนกันเลย คนละ 1 เล่ม ทั้งหมดมีเงินคนละ 100 บาท ในสมุดจึงมีการลงบันทึกไว้ว่า นาย A มีเงิน 100 บาท นาย B มีเงิน 100 บาท และนาย C ก็มีเงิน 100 บาทด้วยเช่นกันทั้ง 3 เล่ม

อยู่มาวันหนึ่ง นาย A ต้องการยืมเงินจากนาย B จำนวนเงิน 50 บาท นาย B ส่งเงินให้นาย A เป็นยอดเงินจำนวน 50 บาท และทำการบันทึก ลงไปในสมุดว่า ได้โอนเงินไปให้นาย A 50 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทุกคนก็จะยกสมุดบัญชีของตัวเอง ขึ้นมาเขียนไปพร้อมกันว่า นาย A มีเงิน 150 บาท ส่วนนาย B เหลือเงินอยู่ 50 บาท แบบนี้สมุดของทุกคน ก็จะ Update ตรงกันอยู่เสมอ

และนั้นเอง ก็เป็นอีก 1 เหตุผลว่า ทำไมเทคโนโ,ยี Blockchain ถึงมีความปลอดภัยสูง เพราะหากว่าเรา ต้องการจะแก้ไขข้อมูลของสมุดบัญชี มันจะต้องทำารแก้ไขทั้งหมด ไม่สามารถทำของคนใดคนหนึ่งได้ ทำให้ไม่ว่าจะอย่างไร เราก็จะสามารถ ตามดูยอดหลังได้ ว่าจริงๆแล้ว ทั้ง 3 คน มีการเดินทางของเงิน ในบัญชีกันอย่างไร นั้นเอง

ดูแล้วจะเห็นว่า Blockchain ไม่ใช่เรื่องของการเงิน เพียงอย่างเดียว ใช่ไหมครับ อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า ผมมองมันเป็นฐานข้อมูล หรือเจ้า Database ถ้าเราจะรู้จักกันในมุมฝั่ง Dev มันก็อารมณ์เดียวกันกับ MySQL, MSSQL อะไรทำนองนั้น ทีนี้ลองมาเข้า เรื่องของการเงินกันเพิ่มอีกหน่อย

คือไอ้เจ้าเครือข่าย Blockchain เนี่ย มันไม่ได้มีคนใช้งานกันอยู่แค่ 3-4 คนแบบในตัวอย่างที่ผมยกออกมาให้ดูกันนะครับ จริงๆแล้วอย่าง Bitcoin นี่มีคนใช้กันเป็น 100 ล้านคนแล้วมั้งเนี่ย ดังนั้นทุกๆครั้ง ที่เกิดการทำงาน เปลี่ยนแปลงสถานะเกิดขึ้น เราจะเรียกมันว่า Transaction ครับ

เพิ่มมาอีกคำ ให้ปวดหัวอีกแล้ว 555 ที่จำเป็นต้องพูดถึง Bitcoin และ Transaction เกี่ยวกับการเงิน เพราะคิดว่า คนที่สนใจอ่านเรื่องนี้ เป็นคนที่สนใจในเรื่องของ FinTech แน่นอนอยู่แล้ว อาจจะเป็นนักพัฒนาที่เข้าใจหรือสนใจเรื่องของการลงทุนใน Cryptography จึงยกเรื่องของเงิน และ Bitcoin เข้ามาประกอบ

เมื่อกี้ผมได้บอกไปแล้วว่า เมื่อนาย B ได้ทำการส่งเงินให้นาย A แล้วจึงมาจดลงสมุด นั้นแปลว่า Blockchain นั้นไม่ใช่ตัวเงินนะครับ Bitcoin ต่างหาก ที่เป็นตัวเงินสำหรับซื้อขายจริงๆ แต่ Blockchain เป็น Transaction หรือการเดินบัญชีต่างหาก

Public Ledger สมุดบัญชีแบบสาธารณะ

ทีนี้นาย A จะนำเงินที่นาย B ส่งมาให้ ไปใช้ได้อย่างไร จริงๆแล้วนาย B ได้ทำการประกาศออกไปเป็น Public ไปแล้ว ว่าได้ส่งเงินไปแล้ว เหมือนกับได้เช็คเงินสดมา 1 ใบ จำนวน 50 บาท เช็คใบนี้ จะมีแค่นาย A เท่านั้นที่เอาไปขึ้นเงินได้คนเดียว ตรงนี้เราเรียกการประกาศแบบนี้ว่า Public Ledger

เดี๋ยวๆ กลับมาที่ Blockchain กันต่อก่อน เราจะรู้ได้ยังไง ว่าเจ้า Transaction ที่ส่งต่อๆมากันนั้น มันถูกต้องละ สมมุติว่า นาย B ดันไปเขียนว่า ได้ทำการส่งเงินให้นาย A 150 บาทขึ้นมาแบบนี้ ถามว่า นาย B ทำได้ไหม ตอบเลยครับว่า ทำได้!! แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ทุกคนที่อยู่ในเครือข่ายทั้ง นาย A และนาย C จะต้องทำการปฏิเสธ เพราะจำนวนเงินมันไม่ถูกต้อง เท่ากับว่า Transaction นี้ต้องถูกยกเลิกไป

อ้าว….แล้วถ้างั้น ถ้าคนจำนวนมากๆ ต้องมีการยืนยันอย่างไร อันนี้จะเกิดการแข่งขันกันขึ้นครับ เพราะหากต้องมายืนยันทุกคน คงลำบากและใช้เวลามากน่าดู ดังนั้นจึงเกิดการแข่งขันกันด้วย Model ที่เรียกว่า mining หรือนักขุดนั้นเอง

โห…มีศัพท์เพิ่มมาอีกแล้ว นักขุดจะต้องใช้พลังงาน ในการแข่งขันเพื่อยืนยันกันว่า Transaction นั้นถูกต้อง จึงทำให้เกิดเป็นคำว่า Proof of Work คือ หลักฐานของการทำงานนั้น ต้องใช้พลังในการประมวลผล

อันนี้อาจจะเป็น ปัญหาของการทำงาน ที่ต้องใช้เวลานาน เพราะบางครั้ง ใช้เวลามากถึง 1-30 นาทีเลยก็เป็นได้ ดังนั้น เวลาเกิด Transaction เดียวแล้วค่อยส่งมายืนยัน คงไม่ทันกินกันแน่ๆ เค้าเลยส่งมันมีทีเดียวแบบเป็น กล่อง หรือจับเอาทั้งหมดในตอนนั้นมาใส่กล่อง ที่เราเรียกกันว่า Block นั้นแหละ

เมื่อ Transaction ไหนถูกต้องก็เก็บไว้ในกล่อง อันไหนไม่ถูกต้อง ก็นำออกไป ปฏิเสธไป ทีนี้มันเลยเป็นที่มาของคำว่า Blockchain นั้นแหละครับ เพราะเวลาส่งมาทำ เค้าส่งมาทีละเป็นกล่องๆ ต่อเนื่องกันมา โดยในนั้นมีหลาย Transaction นั้นเอง

ตรงนี้จริงๆแล้ว ในกล่อง 1 ใบ ไม่ได้มีแค่ใบบันทึก Transaction เท่านั้นนะครับ แต่มันยังมี รายการ รายละเอียดเขียนเอาไว้บนกล่องด้วย และแต่ละกล่องก็จะมีการอ้างอิงถึง ข้อมูลของ Block ก่อนหน้าด้วย เพื่อประโยชน์ในความปลอดภัย

ธนาคาร คือระบบรวมศูนย์กลาง
ธนาคาร คือระบบรวมศูนย์กลาง

จะเห็นว่า นี่เป็นที่มาของ การที่ไม่จำเป็น ต้องมีตัวกลางมาให้บริการ ทำความน่าเชื่อถือให้แก่การถือเงินอีกต่อไป นั้นหมายถึง เราไม่จำเป็นต้องให้ธนาคาร มาเป็นผู้กำหนดให้เรา ว่ารายการ Transaction ไหนถูกต้อง ดังนั้นระบบรวมศูนย์กลางแบบ Centralized ก็เลยถูกกระแทกด้วย ระบบแบบกระจายศูนย์ Distributed นั้นเอง

ตั้งแต่ร่ายมา ไม่แน่ใจว่า เพื่อนๆ พอจะเข้าใจเรื่องราวของ Blockchain กันมากขึ้นบ้างหรือไม่ แต่คิดว่า น่าจะได้ประโยชน์ไปบ้าง ไม่มากก็น้อย พอเป็นไกด์ให้สำหรับนำไปศึกษาแบบละเอียด จากแหล่งต่างๆได้เข้าใจมากขึ้น

แต่ก่อนจาก ขอย้ำอีกครั้งว่า Blockchain ไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อ การเงิน หรือ Bitcoin เพียงเท่านั้น แต่มันสสามารถออกแบบ และนำไปใช้กับเรื่องราวอื่นๆได้มากมาย ทั้งเรื่องของบันทึกคนไข้ บันทึกรายรับรายจ่าย คะแนนนักเรียน หรือแม้แต่กระทั่งการเลือกตั้งก็ยังทำได้เลย

ขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจอ่านมาถึงตรงนี้ จะพยายามเขียนเรื่องนี้ต่อ และเขียนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ขอให้สนุกกับเทคโนโลยี Blockchain กันนะครับ
ธีรภัทร เกษสกุล

Link :
Blockchain Wikipedia
Bitcoin Foundation

ธีรภัทร เกษสกุล เป็นคุณพ่อของน้องเกี้ยมอี๋ ที่ไม่รู้ว่าใครซนกว่ากัน ทำงานเป็นโปรแกรมเม่ามือหนึ่ง ประจำบ้าน ถนัดงาน Web Application และ Mobile ชอบงานขีดเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ดูหนัง เล่นเกมส์กับลูกชาย ลงทุนใน Crypto เป็นรายได้เสริมหาเลี้ยงเจ้าแสบ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back To Top